ฉีดโบลดกราม (โบท็อกกราม) แต่หน้าไม่เรียว กรามไม่เล็ก เพราะอะไร ? ก่อนฉีดควรรู้อะไรบ้าง ?

Categories
ฉีดโบท็อกซ์
ฉีดโบลดกราม

รวมข้อควรรู้ ก่อนฉีดโบท็อกลดกราม

ฉีดโบท็อกลดกราม เป็นการฉีดตัวยาโบท็อก(ฺBotox)บริเวณกล้ามเนื้อกราม เพื่อลดขนาดกรามให้เล็กลง ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก ดูวีเชฟ (V-Shape)ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

การฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับใคร ? ผลลัพธ์หลังฉีดเป็นอย่างไร ? กี่วันเห็นผล ? รวมถึงโบท็อกลดกรามช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง ? ควรเลือกใช้โบท็อกยี่ห้อไหน ? ทำไมบางคนฉีดโบท็อกลดกรามแล้วไม่เห็นผล ? กรามไม่เล็ก หน้าไม่เรียว ? หมอมีสรุปข้อมูลที่ควรรู้ เพื่อให้คนไข้ศึกษาทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ ไว้ในบทความนี้ครับ

สารบัญ ฉีดโบลดกราม


ฉีดโบท็อกลดกราม คืออะไร ?

การฉีดโบท็อกลดกราม คือการใช้สาร Botulinum Toxin Type A (Botox) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อกรามโดยตรง ตัวยาจะช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานจะค่อย ๆ ยุบตัวลง ส่งผลให้ใบหน้าดูเรียวและเล็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ

ฉีดโบท็อกลดกราม คืออะไร

การลดขนาดกรามด้วยโบท็อก เป็นวิธีลดกรามแบบไม่ต้องผ่าตัดที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ณ ปัจจุบัน เพราะสามารถช่วยลดริ้วรอยและปรับรูปหน้าได้อย่างเห็นผล

หลังฉีดไม่ต้องพักฟื้น เป็นหัตถการที่สะดวก ปลอดภัย เมื่อใช้ตัวยาโบท็อกแท้ผ่าน อย. และอยู่ภายใต้การดูแลโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ คนไข้สามารถกลับมาฉีดซ้ำได้เรื่อย ๆ เพื่อรักษาผลลัพธ์

ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม ช่วยลดหน้าเรียวได้อย่างไร ? ฉีดแล้วกี่วันเห็นผล ?

การฉีดโบท็อกลดกรามได้อย่างไร ? เจาะลึกกลไกการทำงาน

กระบวนการออกฤทธิ์ของโบท็อก

การฉีดโบท็อกลดกรามหมอจะฉีดตัวยาเข้าไปบริเวณกล้ามเนื้อ(Masseter muscle) หลังจากนั้นกระบวนการทำงานของโบท็อกก็เริ่มขึ้น โดยตัวยาจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ถูกดูดซึมเข้าไปเก็บไว้ในเซลล์ประสาท และ ส่วนที่ไม่ถูกดูดซึม โบท็อกที่ถูกดูดซึมเข้าเซลล์ประสาทจะออกฤทธิ์เฉพาะจุด ส่วนที่ไม่ดูดซึมจะถูกขับออกจากร่างกายภายใน 1 ชั่วโมง ไม่ตกค้าง ไม่สะสม

ส่วนสำคัญที่หมออยากให้โฟกัสคือโบท็อกที่ถูกดูดซึมครับ “กล้ามเนื้อกราม” เป็นกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวอาหาร หากใช้งานหนักบ่อย เช่น ชอบเคี้ยวของแข็ง ขบฟันตอนนอน หรือกัดฟันแน่น จะทำให้กล้ามเนื้อหนาตัว ใบหน้าดูใหญ่ขึ้น

เมื่อโบท็อกส่วนที่ถูกดูดซึมเข้าไปในเซลล์ประสาท ตัวยาจะไปยับยั้งการส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัวและหยุดทำงานชั่วคราว พอไม่ได้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ฝ่อตัวลง ใบหน้าจึงดูเรียวขึ้นครับ

ทำไมบางคนฉีดโบลดกราม หน้าเรียว ไม่เห็นผล ?

หลายคนที่ฉีดโบลดกรามมาแล้วไม่เห็นผล มีเหตุผลมาจาก 2 ปัจจัย

  • แก้ปัญหาไม่ตรงสาเหตุ : หากกรามใหญ่จากโครงสร้างกระดูกใบหน้า หรือมีไขมันบริเวณแก้ม การฉีดโบท็อกจะไม่ได้ผลครับ แนะนำให้ผ่าตัดเหลากรามจะเห็นผลกว่า หรือถ้ามีไขมันแก้มเยอะจนทำให้หน้าบาน ก็ต้องฉีดแฟตหรือดูดไขมันออก
  • ใช้โบท็อกที่ไม่ได้คุณภาพ : โบท็อกปลอม โบท็อกหิ้ว หรือยาที่ผสมเจือจางมากเกินไป จะไม่ออกฤทธิ์หรืออยู่ได้ไม่นาน แถมยังเสี่ยงผลข้างเคียง เช่น ปากเบี้ยว หรือมุมปากตก

เนื่องจากโบท็อกเป็นสารที่ออกฤทธิ์กับกล้ามเนื้อ การฉีดโบลดกรามหน้าเรียวจึงจะเห็นผลในคนไข้ที่มีกรามใหญ่จากกล้ามเนื้อเท่านั้นครับ

ดังนั้นถ้าคนไข้ต้องการฉีดโบท็อกลดกรามให้ได้ผลจริง ต้องอาศัย 3 ปัจจัยสำคัญนี้ครับ

  1. ประเมินสาเหตุว่ากรามใหญ่จากอะไร ? กล้ามเนื้อ กระดูก หรือไขมัน
  2. ใช้ยาแท้ที่ผ่าน อย.ไทย เพราะปลอดภัย ออกฤทธิ์แม่นยำ
  3. ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะแพทย์จะวางตำแหน่งถูก ฉีดในปริมาณเหมาะสม

หากครบทั้ง 3 ข้อนี้ การฉีดโบท็อกลดกรามก็จะเห็นผลชัดเจน กล้ามเนื้อกรามเล็กลง และปลอดภัยอย่างแน่นอนครับ


ฉีดโบท็อกลดกราม เหมาะกับใคร ?

  • คนที่กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ไขมันหรือกระดูก
  • คนที่มีพฤติกรรมขบฟันแน่น เคี้ยวของแข็งบ่อย
  • คนที่ไม่อยากผ่าตัด ต้องการเห็นผลไว ไม่ต้องพักฟื้น
  • คนที่อยากให้รูปหน้าเรียวขึ้น ดูสมส่วนเป็นธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่ไม่เหมาะกับการฉีดโบท็อก คือในกลุ่มที่มีประวัติเคยแพ้ส่วนผสมของโบท็อก หรือมีโรคประจำตัว ดังนี้

  • มีปัญหาเรื่อง โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง อาจจะอันตรายถึงชีวิต
  • มีปัญหาเรื่อง กล้ามเนื้อในการกลืน
  • เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงต่าง ๆ เช่น amyotrophic lateral sclerosis (ALS), Lou Gehrig’s disease, myasthenia gravis, Lambert-Eaton syndrome
  • มีอาการติดเชื้อที่ผิวหนังในจุดที่จะฉีดโบท็อก
  • มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือ มีภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
VSQ Tips

ก่อนฉีดโบลดกราม ควรแจ้งข้อมูลที่สำคัญกับแพทย์ก่อนทุกครั้ง เช่น เคยมีผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกครั้งก่อน ๆ มีภาวะเลือดหยุดยาก เขียวช้ำง่าย เคยผ่าตัดที่ใบหน้า หรือทำหัตถการอื่น ๆ กับใบหน้ามาก่อน อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร


ฉีดโบท็อกลดกราม กับการผ่าตัดเหลากราม แตกต่างกันอย่างไร ?

การลดกรามให้หน้าเรียวขึ้น มีทั้งวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดและวิธีผ่าตัด ซึ่งสองทางเลือกยอดฮิตที่หลายคนลังเลคือ “ฉีดโบท็อกลดกราม” และ “ผ่าตัดเหลากราม” แล้วจะเลือกวิธีไหนดี ? ต่างกันยังไง ? มาดูกันครับ

กลไกการทำงาน

  • โบท็อกลดกราม เป็นฉีดสาร Botulinum Toxin A เข้าไปในกล้ามเนื้อกราม (Masseter) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อไม่ได้ใช้งาน กล้ามเนื้อจะฝ่อลง ส่งผลให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นแบบไม่ต้องผ่าตัด
  • การผ่าตัดเหลากราม เป็นการผ่าตัดกระดูกกรามโดยตรง โดยศัลยแพทย์จะเหลากระดูกบางส่วนออก เพื่อปรับโครงสร้างใบหน้าใหม่ เหมาะกับกรณีที่กรามใหญ่จากโครงกระดูก ไม่ใช่กล้ามเนื้อ

ระยะเวลาพักฟื้น

  • โบท็อก ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีแผล สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  • ผ่าตัดเหลากราม ต้องพักฟื้นอย่างน้อย 1-3 สัปดาห์หรือมากกว่า

ระยะเวลาเห็นผล

  • โบท็อกกราม เริ่มเห็นผลใน 14 วัน เห็นผลเต็มที่ใน 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 5-6 เดือน
  • การผ่าตัดเหลากราม เห็นผลชัดเจนหลังยุบบวม ประมาณ 1-2 เดือน ผลลัพธ์อยู่ถาวร

ความเสี่ยงและความปลอดภัย

  • โบท็อก หากใช้ตัวยาแท้และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ความเสี่ยงต่ำมาก ผลข้างเคียงน้อย
  • การผ่าตัดเหลากราม เป็นหัตถการใหญ่ มีความเสี่ยงจากการดมยาสลบ การติดเชื้อ เส้นประสาทบาดเจ็บ และแผลเป็น

ฉีดโบท็อกลดกราม กับการผ่าตัดเหลากราม เลือกแบบไหนดี ?

การเลือกระหว่าง ฉีดโบท็อกลดกราม และ ผ่าตัดเหลากราม ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่กรามใหญ่เป็นหลัก หากกรามใหญ่จาก “กล้ามเนื้อ” ควรเลือกฉีดโบท็อก แต่ถ้ากรามใหญ่จาก “กระดูก” การผ่าตัดเหลากรามจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดและให้ผลลัพธ์ถาวรกว่า

ตารางเปรียบเทียบฉีดโบท็อกลดกราม VS การผ่าตัดเหลากราม

ปัจจัย แนะนำโบท็อก แนะนำผ่าตัด
กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ
กรามใหญ่จากกระดูก
อยากเห็นผลเร็ว
ต้องการผลถาวร
ไม่อยากพักฟื้น

ฉีดโบท็อกลดกราม เจ็บไหม ? รู้สึกอย่างไรขณะฉีด

ฉีดโบลดกรามไม่เจ็บครับ โดยปกติก่อนฉีดจะมีการแปะยาชา ซึ่งช่วยลดความเจ็บขณะฉีดได้

ตอนฉีดจริงจะรู้สึกเพียงเล็กน้อย คล้าย ๆ กับมดกัดหรือจี๊ดนิดเดียว และใช้เวลาในการฉีดไม่นานประมาณ 10-15 นาที (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)


ฉีดโบท็อกลดกราม อันตรายไหม ?

การฉีดโบท็อกลดกรามไม่เป็นอันตราย หากใช้โบท็อกแท้ที่ตรวจสอบได้ และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์

การฉีดโบท็อกลดกราม หรือโบท็อกตำแหน่งอื่นจำเป็นต้องฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เข้าใจกายวิภาคบนใบหน้าเป็นอย่างดี เพราะหากใช้ตัวยาโบท็อกแท้ แต่แพทย์ขาดประสบการณ์ ฉีดผิดตำแหน่ง หรือฉีดในปริมาณที่ไม่เหมาะก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว หนังตาตก หรือเกิดอาการดื้อโบท็อกที่ยังรักษาไม่ได้ในปัจจุบัน คนไข้จึงต้องระมัดระวัง

โบท็อกลดริ้วรอย
โบท็อกหน้าผาก
โบท็อกปีกจมูก
โบท็อกลดเหงื่อ

หากคนไข้สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการฉีดจุดอื่น ๆ สามารถอ่านต่อได้ที่ ฉีดโบท็อก อันตรายไหม ? ผลข้างเคียงหลังฉีดมีอะไรบ้าง ?

รู้สาเหตุปากเบี้ยว ยิ้มแข็ง หลังฉีดโบลดกราม

แม้ว่าการฉีดโบท็อกลดกรามจะมุ่งเน้นไปที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseter Muscle) เป็นหลัก แต่จากงานวิจัยทางกายวิภาคพบว่า ในบริเวณแก้มส่วนล่างมี “กล้ามเนื้อไรโซเรียส” (Risorius Muscle) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อบาง ๆ ที่ยึดอยู่บนชั้นพังผืดเหนือกล้ามเนื้อกราม และทำหน้าที่หลักในการดึงมุมปากเมื่อเรายิ้มหรือหัวเราะ

ฉีดโบลดกราม ต้องฉีดในมัดกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง
การฉีดโบท็อก ต้องฉีดในมัดกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง
เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ตรงจุด ไม่กระทบกับกล้ามเนื้อข้างเคียง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปากเบี้ยวและยิ้มไม่ธรรมชาติ มีดังนี้

  • การฉีดเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง (Hazard Zone): งานวิจัย (Bae et al.) ระบุว่า บริเวณส่วนหน้าและส่วนกลางของกล้ามเนื้อกราม (Medial part of masseter) ถือเป็นจุดอันตราย หากแพทย์ฉีดตัวยาใกล้บริเวณนี้มากเกินไป โบท็อกจะแพร่กระจาย (Diffuse) ไปออกฤทธิ์กดการทำงานของกล้ามเนื้อไรโซเรียสที่อยู่ตื้นกว่า ส่งผลให้มุมปากขยับไม่ได้ ยิ้มแข็ง หรือยิ้มไม่เท่ากัน
  • กายวิภาคของแต่ละบุคคล (Anatomical Variation) : โครงสร้างและแนวเส้นใยของกล้ามเนื้อไรโซเรียสในแต่ละคนมีความแตกต่างกันสูงมาก บางรายอาจมีกล้ามเนื้อนี้แยกออกเป็น 2 แฉก (Two bands) หรือมีจุดเกาะต้นที่กว้างและแผ่กระจายไปผสมรวมกับกล้ามเนื้อมุมปากมัดอื่น ๆ (เช่น Platysma หรือ Zygomaticus major) ความไม่แน่นอนนี้ทำให้หากฉีดตัวยาผิดตำแหน่งเพียงเล็กน้อย หรือประเมินระดับความลึกในการส่งยาพลาด ก็สามารถส่งผลกระทบต่อเนื่องจนทำให้ปากเบี้ยวได้

ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้โบท็อกกระจายไปโดนกล้ามเนื้อไรโซเรียสและกล้ามเนื้อข้างเคียง แพทย์ผู้ฉีดจึงต้องมีประสบการณ์สูง ในการประเมินโครงสร้างใบหน้าเฉพาะบุคคล รวมถึงการเลือกใช้เทคนิคและระดับความลึกในการฉีดที่แม่นยำเพื่อความปลอดภัย


ฉีด Botox ลดกราม กี่วันเห็นผล ?

ฉีดโบลดกรามกี่วันเห็นผล

หลังฉีดโบท็อกลดกราม จะไม่เห็นผลทันทีครับ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการออกฤทธิ์ของโบท็อก (Botulinum toxin A) จะค่อย ๆ แสดงผลอย่างเป็นธรรมชาติตามกลไกของร่างกาย

Timeline หลังฉีดโบลดกราม

  • หลังฉีด 2-3 วัน ผิวอาจมีอาการบวม แดง หรือรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปเอง
  • หลังฉีด 3-4 วัน เริ่มรู้สึกตึง ๆ ที่บริเวณกล้ามเนื้อกราม เป็นสัญญาณว่าโบท็อกเริ่มออกฤทธิ์
  • หลังฉีด 7-14 วัน กล้ามเนื้อกรามเริ่มอ่อนแรง ใบหน้าเริ่มเรียวขึ้น กัดกรามจะไม่เด้งชัดเหมือนเดิม
  • หลังฉีด 2-3 เดือน ผลลัพธ์เต็มที่ กล้ามเนื้อยุบตัว หน้าเรียว V-shape อย่างเห็นได้ชัด

เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาชัดเจนและปลอดภัย ควรติดตามผลกับแพทย์หลังฉีดประมาณ 1 เดือน และเว้นระยะห่างการฉีดแต่ละครั้งอย่างน้อย 4-6 เดือน เพื่อป้องกันการดื้อโบท็อกในระยะยาวครับ

คลิกอ่านบทความแนะนำ


ฉีดโบท็อกลดกรามอยู่ได้นานไหม อยู่ได้กี่เดือน ?

หลังฉีดโบท็อกกราม ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือนครับ ขึ้นอยู่กับยี่ห้อโบท็อกที่ใช้ ปริมาณยา เทคนิคการฉีด และการดูแลตัวเองของคนไข้ร่วมด้วย

โบท็อกอยู่ได้นานกี่เดือน

หากคนไข้เป็นคนชอบเคี้ยวอาหารเหนียว ๆ บ่อย ๆ กล้ามเนื้อกรามก็จะถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงานเร็วขึ้น กรามเด้งคืนมาเร็วขึ้นครับ

ฉีดโบลดกรามยี่ห้อไหนดี

ปัจจัยที่มีผลต่ออายุโบท็อก

  • ยี่ห้อและความเข้มข้นของโบท็อก โบท็อกคุณภาพสูง เช่น Allergan, Nabota จะให้ผลลัพธ์ที่อยู่นานกว่า
  • ปริมาณยูนิตที่ใช้ หากใช้ปริมาณที่เหมาะสมกับขนาดกล้ามเนื้อ จะอยู่ได้นานและเห็นผลชัด
  • พฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อกราม เคี้ยวของแข็ง ขบฟันบ่อย จะใช้กล้ามเนื้อหนัก ออกฤทธิ์สั้นลง
  • ประสบการณ์ของแพทย์ หากแพทย์วางตำแหน่งและเทคนิคได้แม่นยำ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน
  • การดูแลหลังฉีดหลีกเลี่ยงความร้อน นวดหน้าแรง ๆ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยให้ผลอยู่นานขึ้น

หมอแนะนำ

  • หากต้องการให้หน้าเรียวคงอยู่ต่อเนื่อง ควรกลับมาประเมินทุก 4-6 เดือน
  • ไม่ควรฉีดบ่อยเกินไป เช่น ทุก 2-3 เดือน เพราะเสี่ยงดื้อโบท็อก ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ในปัจจุบัน
  • การเลือกใช้โบท็อกแท้ + ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน และปลอดภัยที่สุดครับ

ฉีดโบท็อกลดกราม ต้องใช้กี่ยูนิต ?

การฉีดโบท็อกลดกรามจะใช้จำนวนยูนิตมากกว่าบริเวณอื่นครับ เนื่องจากกล้ามเนื้อกราม (Masseter muscle) มีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าจุดอื่นบนใบหน้า

โดยทั่วไปจะใช้ประมาณ 50-100 ยูนิต แบ่งฉีดข้างละ 25-50 ยูนิต ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้ามเนื้อกรามแต่ละข้าง ในเคสที่มีกล้ามเนื้อกรามเยอะมาก ก็สามารถฉีดได้ถึง 200 ยูนิตครับ

ทำความรู้จักโบท็อกซ์ แต่ละยี่ห้อ คลิก!

ฉีดโบท็อกยี่ห้อไหนดี

ฉีดโบลดกราม ยี่ห้อไหนดี ? เปรียบเทียบโบท็อกยอดนิยมสำหรับฉีดหน้าเรียว

การเลือกยี่ห้อโบท็อกลดกรามและปรับรูปหน้าเรียว สิ่งสำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาไปถึงจุดเด่นของดี ความบริสุทธิ์ของตัวยา และ การกระจายตัวของยา เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดกล้ามเนื้อกรามของคนไข้แต่ละบุคคลครับ

ยี่ห้อประเทศจุดเด่นเหมาะกับใคร
Allerganอเมริกา• เป็นแบรนด์ Original มีงานวิจัยยาวนานที่สุด
• ตัวยากระจายตัวแคบ แม่นยำสูง ผลลัพธ์ดีที่สุด
• โอกาสดื้อยาน้อยที่สุด (ราคาสูง)
ผู้ที่เน้นความแม่นยำสูงสุด ผลลัพธ์ชัวร์และยาวนาน มีงบประมาณ
Xeominเยอรมนี• ตัวยาบริสุทธิ์สูงมาก ไม่มีโปรตีนตกค้าง
• ช่วยลดความเสี่ยงในการดื้อยา
ผู้ที่ฉีดโบท็อกบ่อย หรือกังวล/มีแนวโน้มดื้อยา
Dysportอังกฤษ• ตัวยากระจายตัวได้กว้าง ไม่กระจุกตัวผู้ที่ต้องการลิฟหน้า (Dermolift), ฉีดลดเหงื่อ, ลดกลิ่นตัว, หรือลดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ต้นแขนและน่อง
Neuronoxเกาหลี• ใช้สายพันธุ์ออริจินัลเดียวกับ Allergan
• ยามีความเสถียร แม่นยำ ไม่ดื้อยา ในราคาจับต้องได้
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ใกล้เคียงยาสายพันธุ์อเมริกา ในงบประหยัด
Nabotaเกาหลี• ออกฤทธิ์ไว เห็นผลเร็วกว่ายี่ห้ออื่น
• แบรนด์เกาหลีเดียวที่ผ่าน US.FDA (อย. อเมริกา)
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เร่งด่วน หรือเน้นยี่ห้อที่ผ่าน อย. อเมริกา
Aestoxเกาหลี• พัฒนาคุณสมบัติให้ใกล้เคียง Allergan
• ออกฤทธิ์ไว ราคาสบายกระเป๋า
(อยู่นานน้อยกว่าเล็กน้อย)
ผู้ที่เริ่มต้นฉีด เน้นราคาประหยัด คุ้มค่า

แม้แต่ละยี่ห้อจะมีกรรมวิธีผลิต ความบริสุทธิ์ของตัวยา (Protein Complex) และการกระจายตัวที่แตกต่างกัน จนทำให้ข้อดี รวมถึงราคาไม่เท่ากัน แต่ก่อนฉีดหมอจะช่วยประเมินโครงสร้างและขนาดกล้ามเนื้อกรามของคนไข้อย่างละเอียด เพื่อแนะนำยี่ห้อที่เหมาะสม เข้ากับงบประมาณของคนไข้ที่สุดครับ


การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกกราม

การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกกราม
  • หลังฉีดโบท็อกกราม ควรรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อจุดที่ฉีดทันที 1-2 ครั้ง (เคี้ยวหมากฝรั่งหลังฉีดโบท็อก 30 นาทีแรก ช่วยกระจายตัวยาและทำให้โบท็อกถูกดูดซึมได้ดี)
  • หลังฉีดโบท็อก 48 ชม. หากสามารถหลีกเลี่ยงอาหารและความร้อนได้ จะได้รับผลโบท็อก 90 % และหากครบ 14 วัน ก็จะได้รับผลโบท็อก 100%
  • ควรฉีดโบท็อกต่อเนื่องในระยะที่เหมาะสม ไม่ถี่เกินไป (ระยะเวลา 3 เดือน) และไม่ควรเว้นระยะห่างเกินไป (เกิน 5-6 เดือน)
  • มีงานวิจัยพบบว่าการกินแร่ธาตุสังกะสี (แต่ไม่ควรเกิน 40 mg ต่อวัน) ก่อนและหลังการฉีดโบท็อก จะช่วยให้โบท็อกออกฤทธิ์ไวขึ้นและยืดอายุให้อยู่ได้นานขึ้น

ข้อห้าม และข้อควรระวังก่อน – หลังฉีดโบท็อกลดกราม

เพื่อให้การฉีดโบท็อกลดกรามได้ผลลัพธ์ที่ดี หน้าเรียวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยสูง คนไข้ควรเตรียมตัวและรู้ข้อห้ามข้อควรระวัง ตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้ครับ

ข้อห้ามและข้อควรระวังก่อนฉีดโบท็อกกราม

  • แจ้งโรคประจำตัวและยาที่ทานประจำให้แพทย์ทราบก่อนฉีดโบท็อกซ์ลดกรามทุกครั้ง
  • ยาที่ได้รับพร้อมกับโบท็อกแล้วเกิดอันตรายมาก (Major side effect)

รวมรายชื่อยาฆ่าเชื้อ ยาคลายกล้ามเนื้อ ที่ห้ามใช้ร่วมกับโบท็อกกราม

  • กลุ่มยาฆ่าเชื้อแบบฉีด บางตัวสามารถเสริมฤทธิ์โบท็อกแล้วเกิดอันตรายได้ เช่น amikacin, colistin, polymyxin E, gentamicin, kanamycin, neomycin, netilmicin, plazomicin, polymyxin B, spectinomycin, streptomycin, tobramycin
  • กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ ได้แก่ atracurium, cisatracurium, doxacurium, metocurine, mivacurium, pancuronium, pipecuronium, rapacuronium, rocuronium, succinylcholine, tubocurarine, vecuronium
  • กลุ่มยาที่ใช้ร่วมกับโบท็อกแล้วอาจเกิดผลข้างเคียงแบบปานกลาง ได้แก่ กลุ่มยาแก้แพ้ แก้หวัด, กลุ่มยานอนหลับ, กลุ่มยาต้านเกล็ดเลือด อาจทำให้เกิดอาการตาพร่า ปากแห้ง รอยช้ำ

ข้อห้ามและข้อควรระวัง หลังฉีดโบท็อกลดกราม

  • ควรงดนอนราบ 3 ชม. เพราะอาจทำให้ตัวยาไหลไปเกาะบริเวณที่ไม่ต้องการได้
  • ควรหลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิด และกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง เพราะปัจจัยสำคัญที่ทำให้โบท็อกย่อยสลายไวขึ้น ได้แก่ ความร้อน และการไหลเวียนของเลือด (Metabolism)
  • ไม่ควรประคบเย็นเพราะจะขัดขวางการดูดโบท็อกเข้าเซลล์ประสาท
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อาหารที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อน ๆ อาหารหมักดองและงดสูบบุหรี่
  • หลังฉีดโบท็อกไป ในระยะ 4 เดือน ถ้าจะรับยาอื่น ๆ เพิ่มต้องแจ้งแพทย์ที่จะจ่ายยาด้วยว่าเพิ่งฉีดโบท็อกมา

อยากรู้ว่าหลังฉีดโบ ห้ามอะไรบ้าง ? ทำอะไรได้-ไม่ได้ คลิกดูคลิปด้านล่างได้ครับ

รวมข้อห้ามหลังฉีดโบท็อกที่ควรรู้

เปรียบเทียบก่อน-หลังรีวิวฉีดโบท็อกลดกราม

รีวิวฉีดโบลดกราม หลังฉีดจะไม่ได้เห็นผลทันที ต้องรอให้ตัวยาค่อย ๆ ออกฤทธิ์ โดยจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละสัปดาห์

บางเคสแนะนำให้ฉีดโบลดกรามควบคู่กับโบท็อกลิฟต์กรอบหน้า เพื่อช่วยให้ผิวบริเวณกรอบหน้ากระชับ หน้าดูเรียวขึ้น เสริมผลลัพธ์ใบหน้าเรียวสวยเข้ารูปยิ่งขึ้นครับ

รีวิวฉีดโบท็อกลดกราม หน้าเรียว

รีวิวโบท็อกกราม_คุณยาหยี_โดยหมอพิช
รีวิวโบท็อกกราม_คุณญานิน_โดยหมออ้อน
รีวิวฉีดโบท็อกลดกราม สามารถทำร่วมกับฉีดฟิลเลอร์ได้

รีวิวการฉีดโบลดกรามในผู้ชาย

โครงสร้างใบหน้าปกติผู้ชายจะมีกรามใหญ่กว่าผู้หญิงครับ สำหรับผู้ชายหากต้องการปรับรูปหน้าด้วยการฉีดโบลดกรามจะไม่ได้อยากให้หน้าเล็กลงมาก แต่อยากเพิ่มความคมชัดของกรอบหน้ามากกว่า สามารถฉีดโบลดกราม คู่กับ โบท็อกลิฟกรอบหน้า (Nefertiti lift) ช่วยให้แนวกรามคมขึ้นได้

รีวิวโบท็อกกราม_คุณบอส_โดยหมอพิช
รีวิว ฉีดโบลดกรามหน้าเรียว ผู้ชาย

ฉีดโบท็อกลดกราม ราคาเท่าไหร่ ?

ฉีดโบลดกราม ราคาขึ้นอยู่กับยี่ห้อและปริมาณยูนิตที่ใช้ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละคนครับ สำหรับที่ V Square Clinic ใช้โบท็อกแท้ สามารถตรวจสอบกับบริษัทนำเข้าได้

ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 7,000- / 100 ยูนิต ก่อนฉีดโบลดกราม หมอจะแกะกล่องใหม่ ผสมยาให้ดูต่อหน้าทุกครั้ง เพื่อความมั่นใจ สามารถนำกล่องและขวดกลับบ้านได้ครับ

ตารางเปรียบเทียบราคาโปรโมชั่นฉีดโบลดกราม 100 ยูนิต V Square Clinic

เช็ก โปรโมชันราคาฉีดโบท็อก อัปเดตล่าสุด !

โปรโมชั่นโบท็อก

ฉีดโบลดกรามที่ไหนดี ? 5 เช็กลิสต์ก่อนเลือกคลินิกฉีดโบลดกราม

ฉีดโบลดกรามที่ไหนดี_โดยหมอนพัช
(นพ.นพัช วุฒิธรรมคณาพร เลข ว. 38656)

การฉีดโบท็อกลดกรามให้เห็นผล หน้าเรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับตัวยาเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ เทคนิคการฉีด และความน่าเชื่อถือของคลินิกด้วยครับ

5 เช็กลิสต์ก่อนเลือกคลินิกฉีดโบลดกราม

  1. ใช้โบท็อกแท้ 100% ตรวจสอบได้ มีเลขล็อต กล่องฉลากชัดเจน
  2. แพทย์มีประสบการณ์สูง ต้องเป็นแพทย์จริง สามารถเอาชื่อ-นามสกุล เข้าไปตรวจในเว็บไซต์ได้ที่นี่
  3. มีการประเมินก่อนฉีด วิเคราะห์ว่าเหมาะกับโบท็อกหรือไม่ หรือควรใช้หัตถการอื่นร่วมด้วย
  4. คลินิกได้รับอนุญาต มีเลขใบอนุญาตสถานพยาบาลชัดเจน เปิดเผยข้อมูลตัวยา
  5. รีวิวจากคนไข้จริง มีภาพ Before–After หรือเคสรีวิวหน้าเรียวจริง ไม่ใช้รูปปลอม
ฉีดโบท็อกที่ไหนดี ก่อนฉีดต้องรู้อะไรบ้าง ?

ทำไมจึงควรฉีดโบท็อกลดกราม ที่ V Square Clinic

ฉีดโบท็อกลดกราม ที่ไหนดี V Square Clinic
  • คลินิกได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เดินทางสะดวก ทำเลที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า และอาคารพาณิชย์
  • แพทย์มีประสบการณ์ในการปรับรูปหน้าอย่างยาวนาน สั่งสมประสบการณ์ด้านการฉีดโบท็อกโดยเฉพาะ
  • แพทย์ทุกคนมีการเทรนนิ่ง อัปเดตความรู้เพิ่มเติมทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำทุกปี ทำให้มั่นใจว่าเทคนิคการฉีดที่ใช้ เป็นเทคนิคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ
  • คัดสรรโบท็อกแบรนด์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกเข้ามาให้บริการ เพื่อให้สามารถเลือกใช้โบท็อกที่เหมาะกับคนไข้แต่ละคนได้
  • มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงหลักหมื่นเคส ทั้งรูปภาพและวิดีโอ
  • ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับเอเชีย การันตีเรื่องผลลัพธ์และคุณภาพของคลินิก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกลดกราม

ฉีด Botox ลดกรามกินเหล้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ไหม ?

แนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดครับ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ทำให้เกิดอาการบวม ช้ำจากรอยเข็มหลังฉีดได้ง่าย และรบกวนการกระจายตัวของโบท็อก ควรงดแอลกอฮอล์ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้โบท็อกออกฤทธิ์เต็มที่

ฉีดโบลดกราม ทำให้ยิ้มแข็ง ๆ ยิ้มไม่สุด จริงไหม ?

ฉีดโบลดกรามแล้วมีอาการยิ้มแข็ง ๆ ยิ้มไม่สุด เพราะฉีดโบท็อกไปโดนกล้ามเนื้อไรซอเรียส (risorius) ซึ่งทำหน้าที่ดึงมุมปากเวลายิ้ม เกิดจาก

  • ฉีดโบผิดตำแหน่ง ซึ่งหมอที่มีประสบการณ์ทุกคนจะพยายามระวังในจุดนี้
  • กล้ามเนื้อ Risorius ของคนไข้เกาะต่ำกว่าปกติ ไม่เหมือนคนทั่วไป พบได้ 1-2%
  • กล้ามเนื้อกรามของคนไข้ใหญ่มาก ใช้ยูนิตเยอะ ยาจึงแพร่กระจายกว้าง สามารถป้องกันได้ด้วยการทยอยฉีดโบท็อก (ถ้ากล้ามเนื้อกรามใหญ่มากไม่ควรฉีดให้ยุบหมดในครั้งเดียวควรแบ่งฉีด 2 ครั้งห่างกัน 2-3 เดือน)
  • ใช้โบท็อกปลอม ยาจึงกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ

การยิ้มแข็ง ๆ ยิ้มไม่สุด หลังฉีดโบลดกรามจะเป็นแค่ชั่วคราว หายได้เองในระยะเวลา 1-2 เดือน สามารถประคบร้อนบริเวณแก้ม หรือใช้เครื่อง RF (Radio Frequency) ก็จะช่วยให้หายเร็วขึ้น

เหนียงหลังฉีดโบกราม เกิดขึ้นได้อย่างไร แก้ไขอย่างไร ?

เมื่อฉีดโบลดกรามอย่างเดียว กรามจะยุบลงทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย หนังตรงคอเยอะขึ้น ดูหน้าห้อย ในบางเคสหมอจะแนะนำให้ฉีดโบลดกรามคู่กับโบลิฟกรอบหน้า ผิวจะกระชับพอดี ไม่หย่อนลงครับ และหากฉีดด้วยเทคนิค Nefertiti lift จะช่วยลดเหนียงได้ด้วย


สรุปฉีดโบท็อกลดกรามดีไหม ? หน้าเรียวจริง ?

ฉีดโบลดกรามช่วยให้หน้าเรียวขึ้นได้จริงครับ แต่ต้องบอกว่าเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาหน้าใหญ่จากกล้ามเนื้อกรามเท่านั้น โดยเมื่อตัวยาเข้าไปคลายกล้ามเนื้อ จะทำให้ขนาดของกรามค่อย ๆ ยุบเล็กลง ส่งผลให้รูปหน้าดูเรียว วีเชฟ และสมส่วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ยังสามารถทำร่วมกับเทคนิค โบท็อกลิฟกรอบหน้า ร่วมด้วย เพื่อช่วยยกกระชับผิว และทำให้กรอบหน้าดูคมชัดมีมิติมากยิ่งขึ้นครับ

สรุปความคุ้มค่าและความปลอดภัย

  • ดีไหม ? : ถือเป็นหัตถการที่คุ้มค่าและตอบโจทย์มากสำหรับผู้ที่อยากปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจนใน 2-4 สัปดาห์
  • ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย : เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย คนไข้ควรเลือกฉีดกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน ตรวจสอบจนมั่นใจว่าเป็นโบท็อกแท้ที่ผ่าน อย. และทำหัตถการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อการประเมินปริมาณยารวมถึงตำแหน่งการฉีดที่แม่นยำครับ

สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

ปรึกษาหมอ