
วิธีรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ
ฝ้า (Melasma) เป็นปัญหาผิวหน้าที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อความสภาพจิตใจของผู้ที่เป็นอย่างมาก เพราะทำให้สูญเสียมั่นใจ ดังนั้นผู้ที่เป็นฝ้าจึงพยายามหาวิธีรักษาฝ้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อจัดการปัญหาฝ้าให้หมดไป
การเข้าใจสาเหตุและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยจัดการปัญหาฝ้าอย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้หมอจะให้ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับปัญหาฝ้าที่ครอบคลุมทั้งสาเหตุ วิธีการรักษาฝ้า และแนวทางการดูแลที่เหมาะสม เพื่อคงสภาพผิวหน้าที่ขาวใส สุขภาพดี ไร้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
คลิกอ่านหัวข้อ
ฝ้าเกิดจากอะไร ?

ฝ้าเป็นภาวะที่ผิวหน้าที่มีการสร้างเม็ดสี (Melanin) มากเกินปกติ ส่งผลให้เกิดจุดด่างดำสีน้ำตาลบนใบหน้า โดยมีสาเหตุหลักดังนี้
1.ปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศ (Sexual Hormones)
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ในช่วงตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด หรือการบำบัดทดแทนฮอร์โมน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าฮอร์โมนได้ครับ
ทั้งนี้ปัจจัยทางฮอร์โมนไม่ได้พบเฉพาะในเพศหญิงเท่านั้น ในเพศชายเองก็สามารถเกิดฝ้าฮอร์โมนได้ครับ โดยเฉพาะในคนที่มีความผิดปกติของระดับ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone)
2.การสัมผัสแสงแดด (Sun Exposure)
รังสี UV จากแสงแดดเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ที่ทำให้เกิดการสะสมของเม็ดสีมากขึ้น และยังเป็นตัวการทำร้ายผิวก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน
3.ความร้อน
นอกจากความร้อนจากแสงแดดแล้ว ความร้อนจากแหล่งอื่นอย่างหน้าเตาไฟ โดยเฉพาะคนที่ทำงานเกี่ยวกับความร้อน เช่น ช่างอบขนม หรือแม่ครัว-พ่อครัวที่ต้องทำงานหน้าเตาไฟร้อน ๆ เป็นเวลานาน ๆ ก็มีรายงานว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้
4.ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Predisposition)
ประวัติครอบครัวที่มีฝ้าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะในเชื้อชาติเอเชียและละตินอเมริกา
5.ปัจจัยด้านอายุและเพศ
พบมากในผู้หญิงวัย 20-40 ปี ในอัตราส่วน 9:1 เมื่อเทียบกับผู้ชาย
6.ปัจจัยทางด้านเชื้อชาติและสีผิว (Skin Phototype)
ฝ้าสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเชื้อชาติและสีผิวครับ แต่พบว่าในคนเชื้อสาย Hispanic เอเชีย อินเดีย ปากีสถาน ตะวันออกกลาง และแอฟริกันอเมริกัน มีอัตราการเกิดฝ้าได้มากว่าคนผิวขาว
7. การอักเสบของผิวหนัง
ฝ้าสามารถเกิดตามหลังการทายาบางชนิด ครีมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการทำาหัตถการต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหนังตามมา ซึ่งเมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นก็จะสามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือฝ้าที่เป็นอยู่เดิมเข้มขึ้นได้
8.ยารับประทานบางชนิด
ตัวอย่างเช่น ยากันชัก กลุ่ม Phenytoin หรือยาในกลุ่มที่ก่อให้เกิดการไวต่อแสง (Photosensitizing Drugs) สามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้เช่นกันครับ
ประเภทของฝ้า ส่งผลต่อวิธีรักษาฝ้าที่แตกต่างกัน
การเข้าใจประเภทของฝ้าจะช่วยให้เลือกวิธีรักษาฝ้าที่เหมาะสม โดยฝ้าจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆตามความลึกและลักษณะของเม็ดสี ดังนี้

- ฝ้าแบบตื้น (Epidermal Melasma) เป็นฝ้าที่เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังชั้นนอกสุด มีสีน้ำตาลอ่อน ถึงน้ำตาลปานกลาง ฝ้าลักษณะนี้ สามารถใช้ครีมทาฝ้า เพื่อลดเลือนได้ และมักจะตอบสนองต่อการรักษาด้วยเลเซอร์ได้ดี กำจัดฝ้าได้เร็ว
- ฝ้าแบบลึก (Dermal Melasma) อยู่ในชั้นผิวหนังชั้นใน มีสีน้ำตาลเข้มถึงเทาอมฟ้า ขอบไม่ชัดเจน การรักษายากกว่าฝ้าแบบตื้น อาจต้องใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นเจาะลึกมากขึ้น รวมกับการบำรุงผิว
- ฝ้าแบบผสม (Mixed Melasma) เป็นการผสมผสานระหว่างฝ้าแบบตื้นและลึก พบได้บ่อยที่สุด การรักษาอาจจะต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน
5 วิธีรักษาฝ้าบนใบหน้า แบบเห็นผล มีอะไรบ้าง ?
1. ครีม-เซรั่ม : วิธีรักษาฝ้าแบบค่อยเป็นค่อยไป
การรักษาฝ้าด้วยครีมและเซรั่ม เป็นวิธีที่สามารทำได้ง่าย และยังเป็นวิธีทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานที่หมอแนะนำ โดยใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา เห็นผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป

การเลือกใช้ครีมหรือเซรั่มทาฝ้า เพื่อลดเลือนฝ้า ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ปลอดภัยและประสิทธิภาพ ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสารที่ผ่านการวิจัย เช่น Tranexamic acid, Arbutin, Niacinamide,วิตามินอี, ไทอามิดอล, วิตามินซี, กรดโคจิก และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารต้องห้าม เช่น ไฮโดรควิโนน หรือสเตียรอยด์ รวมถึงผลิตภัฑ์ที่อ้างว่ารักษาฝ้าหายขาดอย่างรวดเร็ว เพราะมักมีส่วนผสมอันตรายและอาจส่งผลเสียต่อผิวในระยะยาวได้
กรณีมีปัญหาฝ้าที่รุนแรง หรือพบอาการผิดปกติหลังการใช้ เช่น ผื่นแดง คัน แสบผิว ควรหยุดใช้และรีบปรึกษาแพทย์ครับ
2. ทากันแดด : วิธีรักษาฝ้าเชิงป้องกัน
วิธีลดฝ้ากระจุดด่างดํา ต้องเริ่มจากการป้องกันครับ โดยการป้องกันแสงแดดถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานและสำคัญที่สุดในการรักษาฝ้า ควรทากันแดดทุกครั้งก่อนเผชิญกับแสงแดด สามารถป้องกันรังสียูวีและแสง HEVIS Light (High Energy Visible Light) หรือแสงจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และจอคอมพิวเตอร์ได้ด้วย

แนะนำทาครีมกันแดด SPF 30-50 (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและกิจกรรม) ทุกวันอย่างสม่ำเสมอและทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแดดจัด รวมถึงหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และปกป้องผิวด้วยหมวกหรือเสื้อผ้าที่ช่วยกันแดดเมื่อต้องออกแดด
3. พืชสมุนไพร : วิธีรักษาฝ้าด้วยสมุนไพรธรรมชาติ
สมุนไพรกับการรักษาฝ้า เป็นวิธีรักษาฝ้าสูตรธรรมชาติที่มีมานานครับ โดยสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ มักเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ผลัดเซลล์ผิว และช่วยลดการผลิตเม็ดสี เช่น
- วิธีรักษาฝ้าด้วยหัวไชเท้า : หัวไชเท้าเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารสำคัญในการดูแลผิว แม้ไม่ได้ช่วยรักษาได้โดยตรง แต่ก็สามารถช่วยการดูแลผิวได้ เพราะในหัวไชเท้ามีวิตามินซี ที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน และมีเอนไซม์ไดแอสเตส ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า จึงช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น นิยมนำมาพอกหน้า หรือทาเป็นมาส์กหน้า
- มะขามเปียกรักษาฝ้า : มะขามเปียกมีส่วนช่วยลดฝ้าได้บ้างครับ เพราะมะข้ามมีสารสารสำคัญ อย่าง AHA (กรดผลไม้) และกรดทาร์ทาริกที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า รวมถึงมีวิตามินซีที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน นิยมนำมาใช้พอกหน้าโดยตรง 15-20 นาที หรือผสมกับน้ำผึ้ง-นมสด เพื่อบำรุงผิว
- ใบบัวบกรักษาฝ้า : ใบบัวบกมีคุณสมบัติในการบำรุงผิว สามารถช่วยป้องกันฝ้าเพิ่มขึ้น มากกว่าจะลดฝ้าที่มีอยู่แล้วครับ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านการอักเสบ และ Asiaticoside & Madecassoside ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ซ่อมแซมผิว
- ผลหม่อน Mulberry Extract : ที่มีสารประกอบสำคัญอย่าง Mulberroside F ที่มีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสีได้ มักนำมาสกัดผสมในเครื่องสำอาง

นอกจากนี้ยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดเม็ดสี และผลัดเซลล์ผิวเก่า ช่วยให้ผิวกระจางใสขึ้นได้ โดยจะเหมาะสำหรับฝ้าเล็กน้อยหรือใช้เสริม
สำหรับผู้ที่มีปัญหาฝ้าจริงจัง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อเลือกใช้ครีมหรือผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าโดยตรง หรือทำเลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
4. เลเซอร์รักษาฝ้า : วิธีรักษาฝ้าเร่งด่วน
เลเซอร์เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและให้ผลรวดเร็ว โดยมีหลักการทำงานแบบ Selective Photothermolysis คือการทำลายเม็ดสีโดยเฉพาะโดยไม่กระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ฝ้าจางลงอย่างตรงจุดและเห็นผลเร็ว

ที่นิยมใช้ คือ Pico Laser หรือ Picosure ซึ่งทำงานโดยการส่งพลังงานเลเซอร์ในช่วงเวลาสั้นมาก ๆ ทำให้เม็ดสีแตกตัวและถูกกำจัดออก
5. ฉีดเมโสลดฝ้า : วิธีรักษาฝ้าพร้อมการบำรุง
การฉีดเมโสลดฝ้า (Meso Melasma) คือการนำตัวยาวิตามิน กรดอะมิโน และสารอาหารผิวอื่น ๆ เข้าสู่ชั้นผิวชั้นกลางโดยตรง โดยตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเม็ดสีเมลานิน ช่วยให้ฝ้า กระ จุดด่างดำจางลง รวมถึงช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอขึ้น และยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในเซลล์ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวหน้าจึงดูสดใส และมีความยืดหยุ่นได้มากขึ้น
วิธีนี้ให้ผลเร็วเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าการทาครีม หรือเซรั่มบำรุง ข้อดีสามารถทำร่วมกับวิธีรักษาฝ้าแบบอื่น ๆ ได้ครับ
คลิกอ่านเพิ่มเติม : ฉีดเมโสหน้าใส คืออะไร ? เหมาะกับใคร สูตรไหนดี ก่อนฉีดควรรู้อะไรบ้าง ?
เลือกวิธีรักษาฝ้า แบบไหนดี ผิวหน้ากลับมาใสเร็วสุด ?
วิธีแก้ฝ้าบนใบหน้าเห็นผลชัดเจน และเร็วต้องอาศัยหัตถการทางแพทย์เข้าช่วยครับ โดย 2 หัตถการที่หมอแนะนำคือ เลเซอร์รักษาฝ้า และการฉีดเมโสลดฝ้า ครับ
ฉีดเมโสลดฝ้าเห็นผลเร็ว (7-14 วัน)
การฉีดเมโสลดฝ้า เป็นวิธีลบฝ้ากระที่ให้ผลรวดเร็ว เนื่องจากสารออกฤทธิ์สามารถเข้าถึงเป้าหมายได้โดยตรง โดยปกติจะเริ่มเห็นผลว่าฝ้างกระจางลงใน 3 วัน เห็นผลเต็มที่ใน 7-14 วันครับ
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน และความถี่ในการฉีด แนะนำในช่วงเดือนแรกควรฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเมื่อผิวเริ่มมีสภาพดีขึ้นแล้วก็สามารถฉีด 2-3 ครั้งต่อเดือนได้ครับ
ยี่ห้อเมโสรักษาฝ้าที่แนะนำ
- Alpha Arbutin เน้นลดฝ้าโดยตรง
- Filorga ช่วยผิวขาวใส ลดฝ้า และบำรุงผิวล้ำลึก เติมความชุ่มชื้น
- Tensonez ผิวขาว ใส ลดฝ้า เพิ่มความชุ่มชื้น
ข้อดี : ไม่มี Downtime, ปลอดภัย, สามารถรวมกับการรักษาวิธีอื่นได้
ข้อควรรู้ : ต้องรักษาต่อเนื่อง ผลการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝ้า
อ่านบทความเพิ่มเติม : การฉีดเมโสฝ้า กระ คืออะไร ? ช่วยสลายฝ้า กระ ลดเลือนจุดด่างดำได้อย่างไร ?
เลเซอร์รักษาฝ้า เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรก
เลเซอร์ให้ผลการรักษาที่รวดเร็วและยั่งยืนครับ โดยเฉพาะ Picosure Pro ที่สามารถทำลายเม็ดสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวิธีรักษาฝ้าลึก ฝ้าตื้น หรือฝ้าผสมได้เป็นอย่างดี

กลไกการทำงาน : เลเซอร์ Picosure Pro จะส่งพลังงานไปทำลายเม็ดสีในผิวหนัง โดยจะกระแทกเม็ดสีให้แตกละเอียดเป็นอนุภาคเล็กมาก ๆ คล้ายฝุ่นผง ด้วยหลักการ Photoacoustic Effect ทำให้ร่างกายกำจัดได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เหมาะกับฝ้าตื้น-ลึก ฝ้าผสม
ระยะเวลาเห็นผล : เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรก ควรรักษาเป็น 3-5 ครั้ง ขึ้นกับความลึกของฝ้า จะให้ผลการลดลงของฝ้า 50-80% ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรง
รีวิววิธีรักษาฝ้า กระ ด้วยเลเซอร์ ที่ V Square Clinic



วิธีรักษาฝ้าที่ V Square Clinic วิเคราะห์ปัญหาฝ้าเฉพาะคุณ
ที่ V Square Clinic มีแพทย์ที่มีประสบการณ์ อยู่ประจำคลินิก สามารถให้คำแนะนำ วิเคราะห์ปัญหาฝ้า พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

ที่ V Square Clinic แพทย์จะวิเคราะห์สภาพผิว
ประเมินปัญหา วางแผนการรักษา เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
(นพ.สุรนาถ ดีสุวรรณ์ เลข ว.46313)
FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีรักษาฝ้า
วิธีรักษาฝ้ากระให้หายขาดแบบธรรมชาติ ทำได้จริงไหม ?
วิธีรักษาฝ้าจากธรรมชาติ ที่มีการแชร์ข้อมูลต่อ ๆ กันมา มีหลายสูตรครับ ซึ่งมีส่วนช่วยลดเลือนฝ้า ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้ใบหน้าขาวใสขึ้นได้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีรักษาฝ้าโดยตรงครับ
กรณีมีปัญหาฝ้ารุนแรง ฝ้าลึก ฝ้าแดด ฝ้าฮอร์โมน หากต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแนะนำให้ใช้วิธีทางการแพทย์ เช่น เลเซอร์ฝ้า เมโสฝ้า รวมถึงการใช้ครีมหรือเซรั่มรักษาฝ้า จะเห็นผลได้ชัดเจนกว่าครับ
วิธีรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ ทำร่วมกับครีมบำรุงได้ไหม?
สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ควรเลือกสูตรที่อ่อนโยนกับผิว เพื่อป้องกันการระคายเคืองผิว สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อให้แนะนำครีมหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับผิวหลังทำเลเซอร์ได้ครับ
ไม่อยากมีฝ้า มีวิธีป้องกันฝ้าอย่างไรบ้าง ?
วิธีป้องกันการเกิดฝ้า ในเบื้องต้นแนะนำให้ หลีกเลี่ยงแสงแดด ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่ได้มาตรฐาน ความร้อนทุกรูปแบบ เช่น หน้าเตาทำอาหาร ซาวน่า เพราะความร้อนจะกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้น
นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพร่วมด้วยเช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี, สารแอนโธไซยานินในผลไม้ตระกูลเบอร์รี เพื่อช่วยปกป้องผิว บำรุงผิวให้แข็งแรง และใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี หรือสารไนอะซินาไมด์ เพื่อช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว
สรุปวิธีรักษาฝ้าตรงจุด หยุดปัญหาฝ้าเรื้อรัง
วิธีรักษาฝ้าต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุและการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม การป้องกันแสงแดดยังคงเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดทั้งในการป้องกันและการรักษา
สำหรับการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงแนะนำเลเซอร์ฝ้าและการฉีดเมโสฝ้า ซึ่งเป็นทางเลือกที่ให้ผลรวดเร็วและยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม การรักษาฝ้าต้องทำอย่างต่อเนื่องและภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงครับ












