Profhilo ฟื้นฟูผิวด้วยนวัตกรรมกระตุ้นสร้างคอลลาเจนล่าสุด 2025

Categories
Skin Booster
Profhilo

Profhilo สารฟื้นฟูผิวใหม่แห่งปี

Profhilo คือ นวัตกรรม BioRemodeling ตัวใหม่จากอิตาลี ที่เพิ่งนำเข้าไทยเมื่อช่วงก่อนต้นปี 2025 ไม่นานนี้เองครับ จุดเด่นที่ทางแบรนด์ชูโรงมาเลยคือ ตัวยาจะใช้สารที่ไม่เหมือนโปรแกรม Skin booster หรือ Biostimulator ตัวไหนเลยในท้องตลาด นั่นก็คือ Hybrid Cooperative Complex หรือ HCC ที่จะเข้ามาช่วย Remodeling ผิวโดยที่โครงหน้าไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

Profhilo คืออะไร ? ได้รับความนิยมเพราะมีจุดเด่นด้านใด ? ให้ผลลัพธ์ต่างจาก Sculptra หรือ Radiesse ไหม ? ฉีด Profhilo อย่างไรให้เห็นผล ? กี่ครั้งเห็นผล อยู่ได้นานไหม ? ดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างไร ? Profhilo ราคาเท่าไร ?

หมอจะตอบทุกข้อสงสัย พร้อมแชร์ข้อมูลแบบละเอียด เพื่อให้คนไข้รู้จักโปรแกรม Profhilo ฟื้นฟูสภาพผิวให้มากขึ้นกันครับ

สารบัญ Profhilo


Profhilo หัตถการฟื้นฟูสภาพผิวยอดนิยมล่าสุดต้อนรับปี 2025

Profhilo คืออะไร

Profhilo (โปรฟิโล) คือ สารที่ช่วยฟื้นฟูผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วยการปรับเปลี่ยนรูปร่าง หรือปรับโครงสร้างใหม่ของเซลล์บริเวณรอบ ๆ ผิวหนังทุกระดับชั้นโดยไม่เพิ่มปริมาตรหรือทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ผิวดูอิ่มฟู กระชับ ชุ่มชื้น และสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบองค์รวมครับ

หลักการทำงานของ Profhilo

เมื่อฉีด Profhilo เข้าสู่ผิว ตัวยาจะกระจายตัวไปตามชั้นผิวหนัง และเข้าไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ 4 องค์ประกอบด้วยกันครับ คือ

  • Keratinocytes (เซลล์หนังกำพร้า) ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูสดใสและกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น
  • Fibroblast (เซลล์คอลลาเจน) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวลึก
  • Adipocyte (เซลล์ไขมัน) ช่วยเพิ่มปริมาณเซลล์ไขมันในผิว ทำให้ผิวดูเต็มอิ่ม มี Baby Fat
  • Myocyte (เซลล์กล้ามเนื้อ) ช่วยสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใต้ผิว ลดความหย่อนคล้อย คืนความกระชับ

สรุป หลักการทำงานของ Profhilo ไม่เพียงแค่ช่วยฟื้นฟูผิวในระดับผิวเผินเท่านั้น แต่ยังเข้าไปซ่อมแซมและกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในชั้นโครงสร้างผิว ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และสุขภาพดี ทำให้ Profhilo เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากมีผิวเด็กครับ

Profhilo มีส่วนประกอบสำคัญอะไรบ้าง ?

Profhilo มี Hyaluronic Acid (HA) เป็นส่วนประกอบหลักครับ

โดย HA มีความเข้มข้นสูงถึง 32 mg/ml ซึ่งมากสุดในปัจจุบันเมื่อเทียบกับ HA ในโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20-28 mg/ml เป็นการผสมผสานระหว่าง HA โมเลกุลเล็กและใหญ่ที่ทำงานร่วมกันในโครงสร้าง Hybrid Cooperative Complex (HCC) ทำให้สารมีความเสถียร กระจายตัวได้ดี และออกฤทธิ์ได้นานครับ


Profhilo มี Hyaluronic Acid แต่ทำไมไม่ใช่โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ?

Hyaluronic Acid ใน Profhilo

แม้ Profhilo จะมีส่วนประกอบหลักเป็น Hyaluronic Acid (HA) แต่ถ้าให้จัดอยู่ในกลุ่มสารเติมเต็มโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ไปเลยก็พูดได้ไม่เต็มปากครับ เพราะฉีดเพื่อเติมเต็มใบหน้าก็ไม่ใช่ ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวทันทีแบบ HA Filler ก็ไม่เชิง

ถ้าจะให้หมออธิบายจริง ๆ หมอขอจัด Profhilo ไปอยู่ในกลุ่มพิเศษจะเข้าใจง่ายกว่าครับ เพราะ HA ใน Profhilo ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเติมเต็ม แต่เน้นฟื้นฟูผิวในเชิงโครงสร้าง (Bio-Remodeling) ด้วยการกระตุ้น การสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน

คุณสมบัตินี้เกิดจากเทคโนโลยี NAHYCO® ที่ช่วยผสาน HA โมเลกุลเล็กและใหญ่เข้าด้วยกันในรูปแบบ Hybrid Cooperative Complex (HCC) ทำให้ HA สามารถกระจายตัวได้ดี ไม่เป็นก้อน บวมช้ำน้อย ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ผิวอิ่มฟู ชุ่มชื้น เรียบเนียน แน่นกระชับ

ด้วยเหตุผลนี้ Profhilo จึงถูกจัดให้เป็น Bio-remodeling Agent รูปแบบใหม่ที่เน้นการฟื้นฟูผิวมากกว่าโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ที่เน้นการเติมเต็มเพียงอย่างเดียวครับ

VSQ Tips

ข้อควรรู้ : โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ HA ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มร่องลึกเฉพาะจุด เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือฉีดปรับรูปหน้า โดยใช้ HA ที่ผ่านกระบวนการ Crosslinking มีเชื่อมโยงโมเลกุลด้วยสารเคมี BDDE ทำให้อยู่ในรูปเจล มีความคงตัวสูง ฉีดจุดไหนอยู่จุดนั้น ช่วยแก้ปัญหาร่องลึก หน้าตอบ แก้มตอบ ใต้ตาลึก ขมับยุบได้ดี แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่า Profhilo ครับ

ฉีด Prohilo แล้วยังจำเป็นต้องทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ไหม ?

ฉีด Prohilo ร่วมกับฟิลเลอร์ โดยหมอจิตชยา
(พญ.จิตชยา ธารมรรค เลข ว.61299)

ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและความต้องการของแต่ละคนเลยครับ ถ้าต้องการฟื้นฟูผิวโดยรวม ฉีด Profhilo ตัวเดียวก็เพียงพอแล้ว

แต่สำหรับใครที่มีปัญหาร่องลึกจากกระดูกทรุด ชั้นไขมันลดลง ผิวเสื่อมตามวัย เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือต้องการปรับรูปหน้าอย่าง ปาก คาง ขมับ หมอมองว่าโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ช่วยแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดมากกว่าครับ

หรือใครที่อยากฉีด Profhilo และโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ร่วมกัน ก็สามารถฉีดได้ครับ ตัวอย่างเช่น

  • ฉีด Profhilo เพื่อฟื้นฟูผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว
  • โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเติมเต็มในบริเวณที่ต้องการ เช่น ร่องลึก หรือปรับโครงหน้าให้ได้รูป

ดังนั้น คำแนะนำที่เหมาะสมที่สุด ควรมาจากการปรึกษาแพทย์ที่สามารถประเมินสภาพผิวและความต้องการของแต่ละคน เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด


เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ทำให้ Profhilo แตกต่าง

เทคโนโลยี NAHYCO ที่ใช้ผลิต Profhilo

Profhilo ใช้เทคโนโลยี NAHYCO® มาเชื่อม HA โมเลกุลเล็กและใหญ่เข้าด้วยกัน โดยใช้เทคนิคควบคุมอุณหภูมิความเย็นและความร้อน ทำให้ตัว High และ Low Molecular Weight ของ HA มาผสานรวมกัน แล้วเกิดเป็น HA ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Hybrid Cooperative Complex (HCC) ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษในการฟื้นฟูโครงสร้างผิวทุกชั้น

  • การกระจายตัวที่ดีเยี่ยมในชั้นผิว : HCC ทำให้สารออกฤทธิ์สามารถกระจายตัวได้อย่างสม่ำเสมอในทุกชั้นผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน
  • การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน : เทคโนโลยี NAHYCO ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ในการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน ส่งผลให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ปราศจากการใช้สารเคมี Cross-Linker : ต่างจากโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ทั่วไปที่มักใช้สาร BDDE ในการเชื่อมโมเลกุล Hyaluronic Acid แต่เทคโนโลยี NAHYCO จะใช้กระบวนการทางความร้อนแทน จึงลดความเสี่ยงในการระคายเคืองหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

Profhilo มีส่วนช่วยโดดเด่นในด้านไหน ?

Profhilo ช่วยอะไร
  • ฟื้นฟูโครงสร้างผิวระดับลึก
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้มากกว่า HA ทั่วไปถึง 12 เท่า
  • เพิ่มการทำงานของเซลล์ Fibroblast ด้วยการเร่งการฟื้นฟูเซลล์ผิว
  • มอบความชุ่มชื้นด้วย HA ความเข้มข้นสูง
  • ช่วยให้ผิวเต่งตึง อิ่มน้ำ ลดการสูญเสียน้ำจากผิว
  • ปรับสภาพผิวให้แข็งแรงและมีสุขภาพดี
  • ลดความหย่อนคล้อยของผิว เพิ่มความกระชับให้ผิวหน้า
  • ไม่ทำให้หน้าบวมหรือผิดรูป

Profhilo เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาแบบไหนบ้าง ?

  • ผู้ที่ผิวขาดน้ำ ผิวดูหมองคล้ำ หรือมีลักษณะผิวแห้งจนไม่สามารถเก็บความชุ่มชื้นได้
  • ผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยเล็ก ๆ ปรับปรุงโครงสร้างผิวให้แน่นกระชับ
  • ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยในระดับเบื้องต้นถึงปานกลาง ผิวหลวม
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวที่มีรูขุมขนกว้าง หลุมสิว รอยสิว รอยแผลเป็น
  • ผู้ที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงลักษณะใบหน้า แต่เน้นการฟื้นฟูสุขภาพผิวให้ดูดีขึ้นโดยรวม
  • ผู้ที่เคยทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์หรือ Sculptra เพื่อเติมเต็มใบหน้า และต้องการเสริมความเรียบเนียนของผิวชั้นตื้น
  • ผู้ที่ต้องการดูแลผิวตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพของผิว

เปรียบเทียบ Profhilo กับ Sculptra และ Radiesse และ Biostimulator ตัวอื่น ๆ

เมื่อพูดถึงการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว มีอีกหลายตัวเลยครับที่น่าสนใจ แต่ที่นิยมแบบตีคู่กันมาติด ๆ คือ Sculptra และ Radiesse

ไปดูกันครับว่าแต่ละชนิดมีความโดดเด่นต่างกันอย่างไร พร้อมเทียบ Biostimulator ตัวอื่น ๆ ในท้องตลาด ให้คนไข้ได้ตัดสินใจกันด้วยครับ

Sculptra

(พญ.ธนิสา สุภัทรกุล เลข ว.47870)
Sculptra คืออะไร ? ช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง ? เหมาะกับใคร ฉีดตำแหน่งไหนใช้กี่ CC ?

Sculptra คือ สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เป็นอนุภาคของสาร Poly-L-Lactic acid หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า PLLA เน้นเพิ่มความหนาของผิวจากการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type I ได้ถึง 66.5% ช่วยให้ผิวกระชับ แน่นเฟิร์ม อิ่มฟู ยืดหยุ่นโครงสร้างผิวแข็งแรงจากภายใน ผลลัพธ์อยู่ได้ 2 ปี

Radiesse

(พญ.รมณ นันทธเนศ เลข ว.46283)
เจาะลึก Radiesse คืออะไร ช่วยอะไรบ้าง เหมาะกับปัญหาแบบไหน ?

Radiesse คือ สารกระตุ้นคอลลาเจน ที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ CaHA microsphere เด่นในการฟื้นฟู Fibroblast ทำให้เกิดการกระตุ้นสารสำคัญในร่างกาย ได้แก่ Collagen Type 1 และ Type 3, Elastin, Angiogenesis และ Proteoglycans ช่วยให้ผิวแน่นขึ้น เฟิร์มกระชับ ลดริ้วรอยเล็ก ๆ ให้ผลลัพธ์ทันทีในการเติมเต็ม ผลลัพธ์อยู่ได้ 2 ปี

เมื่อเทียบกันแล้วจะเห็นว่า Sculptra กับ Radiesse จะเด่นในด้านกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นลึกมากกว่า ซึ่งต่างจาก Profhilo ที่สามารถฉีดผิวชั้นตื้นได้ด้วย

แต่ถ้าใครที่ต้องการงานผิวชั้นลึกและโครงสร้างผิว อย่างการยกกระชับ เพิ่มความหนาแน่น และต้องการให้ผิวดูเด็กลง Sculptra กับ Radiesse จะตอบโจทย์ แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุกว่าครับ

Biostimulator ตัวอื่น ๆ

  • Juvelook เป็น Hybrid Biostimulator มี PDLLA และ Hyaluronic เป็นส่วนประกอบหลัก เน้นกระตุ้นคอลลาเจน ช่วยกระจายให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ลดรอยแผลเป็น
  • Neauvia เป็นโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์แบบ Non Cross-Linked HA + 1% CaHA เน้นปรับคุณภาพผิว เพิ่มความยืดหยุ่น ผิวอิ่มฟู
  • Ultracol 200 เป็น Biostimulator ที่ใช้สาร PDO (Polydioxanone) เป็นส่วนประกอบหลัก เน้นเพิ่มคอลลาเจน ทำให้ผิวดูแน่นกระชับ กระจ่างใส
  • Gouri มีส่วนประกอบหลัก คือ PCL (Polycaprolactone) เน้นกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวแบบ Glass Skin

Collagen Biostimulator หรือ โปรแกรม Skin booster แต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นและคุณสมบัติที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกใช้แต่ละยี่ห้อ ควรพิจารณาจากสภาพผิว ปัญหาที่ต้องการแก้ไข ระยะเวลาที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ และการปรึกษาแพทย์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีครับ


ฉีด Profhilo อย่างไร ให้เห็นผล ?

การฉีด Profhilo ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของแพทย์และการวางแผนที่เหมาะสม ด้วยเทคนิคการฉีดที่เรียกว่า BAP (Bio Aesthetic Points) โดยฉีด 5 จุด/ใบหน้า 1 ข้าง และ 15 จุด ทั่วลำคอ เพื่อให้สารกระจายตัวอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นเทคนิคมาตรฐานที่ได้รับการพัฒนาเฉพาะสำหรับ Profhilo ครับ

ฉีด Profhilo กี่ CC เพื่อให้เห็นผล ?

Profhilo 1 หลอดจะมี 2 cc ซึ่งคำแนะนำในการฉีดทั้งหมดจะใช้เพียง 2-4 CC ก็เพียงพอแล้วครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของคนไข้แต่ละคนด้วย

ฉีด Profhilo กี่ครั้งเห็นผล ?

แนะนำให้ฉีดติดกัน 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน (รวม 2 หลอด) แต่ถ้าในเคสที่มีปัญหาเยอะ ๆ มีหลุมสิว สามารถฉีด 3 ครั้ง เพื่อให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง เห็นผลที่ชัดเจนขึ้นครับ


ฉีด Profhilo กี่วันเห็นผล ? อยู่ได้นานไหม ? ฉีดซ้ำได้ไหม ?

  • เริ่มเห็นผลใน 7-14 วันแรก : ผิวจะเริ่มชุ่มชื้นและดูสดใสขึ้น
  • เห็นผลชัดใน 1-2 เดือน : ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ทั้งความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น และความเรียบเนียน ริ้วรอยเล็ก ๆ จะค่อย ๆ ลดลง
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-12 เดือน : ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลรักษาของแต่ละคน
  • ฉีดซ้ำได้ทุก 6 เดือน : เพื่อคงผลลัพธ์และกระตุ้นการฟื้นฟูผิวอย่างต่อเนื่อง

Profhilo ฉีดแล้วมีโอกาสไม่เห็นผลไหม ?

โอกาสที่จะฉีด Profhilo แล้วไม่เห็นผลนั้นมีน้อย หากเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และใช้ Profhilo แท้ครับ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ ได้แก่

  • สภาพผิว : หากผิวเสื่อมสภาพมากหรือขาดการดูแลในระยะยาว อาจต้องใช้เวลามากขึ้นในการฟื้นฟู
  • อายุ : อายุที่มากขึ้น การสร้างคอลลาเจนอาจช้าลง
  • การตอบสนองของร่างกาย : บางคนอาจมีการตอบสนองต่อการกระตุ้นคอลลาเจนที่แตกต่างกัน
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต : การสูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • การดูแลผิวหลังทำ : ขาดการบำรุงผิวที่เหมาะสม ไม่ทาครีมกันแดด ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

สรุปแล้ว การฉีด Profhilo มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างคนไข้และแพทย์ รวมถึงการดูแลตัวเองที่เหมาะสมร่วมด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีครับ


หลังฉีด Profhilo ดูแลตัวเองอย่างไร ให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน และอยู่ได้นาน ?

เพื่อให้ผลลัพธ์จากการฉีด Profhilo ชัดเจนและอยู่ได้นาน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีดใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูงในช่วง 1 สัปดาห์แรก เช่น ซาวน่า การอาบน้ำอุ่น หรือการออกกำลังกายหนัก ที่อาจทำให้การกระจายตัวของสารลดลง
  • งดการใช้สกินแคร์ที่มีสารระคายเคือง เช่น กรด AHA/BHA หรือเรตินอลในช่วงสัปดาห์แรก
  • เน้นการให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวโดยใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะสม และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ Hyaluronic Acid
  • ทาครีมกันแดดทุกวัน เพื่อป้องกันรังสี UV ที่อาจทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว
  • ปรึกษาแพทย์ตามนัด เพื่อประเมินผลลัพธ์และวางแผนการฉีดซ้ำในอนาคต

Profhilo ราคาเท่าไร ?

Profhilo ราคาเริ่มต้นที่ 25,xxx.- / กล่องครับ จะต่างกันไปตามโปรโมชั่นแต่ละคลินิก จำนวน CC ที่ใช้ และการประเมินสภาพผิวของแต่ละคน


สรุป Profhilo ควรค่าแก่การฉีดไหม ?

Profhilo ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นคอลลาเจนอีกหนึ่งยี่ห้อที่น่าสนใจสำหรับใครที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายในโดยไม่เพิ่มวอลลุ่ม ไม่อยากให้โครงหน้าเปลี่ยนไปจากเดิมมาก และสามารถคงผลลัพธ์ได้นานครับ หากใครที่มีปัญหาผิวหน้าที่ต้องการแก้ไข หรือบำรุงเพิ่มเติม สามารถเข้ามาปรึกษาหมอได้ทุกสาขา หรือจะส่งรูป แจ้งปัญหาให้หมอช่วยวิเคราะห์ได้ทางออนไลน์ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

ปรึกษาหมอ